บทที่ 7 หย่า 1-2

เย็นวันนั้นสามีกลับบ้านมาตามปกติ ส่วนหญิงสาวระงับอารมณ์พลุ่งพล่านลงแล้วหันมาทำอาหาร เนื่องจากเรือนหอหลังนี้ไม่ได้จ้างงานแม่บ้าน หญิงสาวจึงต้องทำงานบ้านเองทั้งหมดไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

เมื่อก่อนเธอคิดว่าตนเองสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นเข้ามาวุ่นวายในบ้านของเธอกับสามี

แต่ตอนนี้เธอกลับคิดได้แล้ว ตนเองไม่จำเป็นต้องทุ่มเทขนาดนั้น...

เพราะฉะนั้นประโยคแรกที่สองสามีภรรยาพบกัน จึงเป็นคำกล่าวที่ว่า “ฉันว่าจะจ้างแม่บ้านสักคนนะคะ ช่วงนี้ทำงานบ้านแล้วรู้สึกเหนื่อยเกินไป”

คีรันถอดเสื้อนอกพาดไว้กับพนักโซฟา รับน้ำที่หญิงสาวรินให้มาจิบ “เอาสิ แค่อย่าให้คนพวกนั้นไปยุ่งกับชั้นบนก็พอ”

เดหลีหลุบตานึก

นั่นสินะ คีรันติดนิสัยรักความสะอาดจะตาย เสื้อผ้าของเขาต้องผ่านความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อก่อน การซักต้องใช้มือ การรีดต้องเรียบห้ามมีรอยยับ ตอนแต่งงานกันปีแรกเธอทำเรื่องพวกนี้ได้ไม่ดีเท่าไหร่ ทว่าเขาก็ไม่เคยจะบ่นสักคำ แต่ระยะหลังเพราะได้รับการเอาใจใส่จากเธอมากเกินไป จึงทำให้เขาเคยตัวจนติดนิสัยจุกจิกพวกนี้มา

ไม่ทราบว่าถ้าเปลี่ยนเป็นเด็กปั้นคนนั้นมาทำแทน เขาจะมีท่าทีอย่างไร

แอบยิ้มเยาะกับตัวเอง แล้วเงยหน้าบอกความต้องการที่สอง “ฉันอยากทำงานนอกบ้านด้วยค่ะ”

คราวนี้คีรันกลับไม่ได้ตอบรับในทันที คิ้วคมเข้มขมวดฉับก่อนจะตั้งคำถาม “หรือช่วงนี้คุณขาดเงินงั้นเหรอ”

“ฉันไม่ขาดเงินหรอกค่ะ แค่อยากหาอะไรให้ตัวเองทำเท่านั้น”

ที่ผ่านมาเธอทุ่มเทให้เขามากพอแล้ว จนละเลยตัวเองไปอย่างไม่น่าให้อภัย คราวนี้เธอเลยคิดได้ว่าสมควรรักตัวเองให้มากกว่านี้

ทว่าสามียังไม่เข้าใจเท่าไหร่ นับแต่แต่งงานกันมา เดหลีก็เป็นภรรยาผู้เพียบพร้อมที่สุดของเขา เธออ่อนโยน นุ่มนวล ทำอาหารเก่ง หลังเลิกงานเขาจึงมีบ้านที่อบอุ่นให้การต้อนรับ

แต่วันนี้เขากลับเริ่มรู้สึกแปลกๆ ราวกับว่าบ้านหลังนี้อยู่ดีๆ ก็หดเล็กลงจนชวนให้อึดอัด

คลายเนกไทขณะเพ่งสายตามองภรรยา

เธอก็คือเธอ ผมยาวผูกรวบอย่างที่เขาชอบ รอยยิ้มอ่อนโยนตรงมุมปากสวยอย่างหาที่ติไม่ได้

ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่ก็เหมือนจะมีอะไรสักอย่างเปลี่ยนไป...

“เดมีปัญหาอะไรรึเปล่า” ดึงมือภรรยาให้นั่งลงข้างกัน จากนั้นเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าออกให้ “ไหนดูสิที่รัก ผมทำอะไรให้คุณไม่ชอบใจงั้นหรือ?”

ถูกปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน หัวใจเดหลียิ่งบีบรัดจนเจ็บ ลำคอปวดร้าวเปล่งเสียงออกมาไม่ได้ ต้องรอคอยให้คลื่นความเจ็บปวดระลอกแรกหายไป เธอค่อยหายใจหายคอได้สะดวก

“...ไม่ค่ะ...ฉันแค่ต้องการทำงานข้างนอกบ้าง อยากใช้ชีวิตเหมือนที่คนทั่วไปใช้”

“แต่อยู่บ้านก็ดีไม่ใช่เหรอ ผมไม่อยากให้คุณลำบาก”

เดหลีสะท้านใจ

ไม่อยากให้ลำบาก หรือไม่อยากให้เธอไปมีสังคมใหม่แล้วรับรู้เรื่องระยำที่เขาทำลับหลังกันแน่

สูดหายใจลึกๆ พยายามปั้นรอยยิ้ม “แต่ฉันต้องการ อีกอย่าง คุณคงไม่ปล่อยให้ฉันลำบากเกินไปหรอกใช่ไหมคะ”

คีรันระงับความรู้สึกไม่ชอบมาพากลในใจ กุมแก้มเนียนขณะกล่าว “ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”

เดหลีคือเมียของเขานี่นา ถ้าไม่ดูแลเธอจะให้ดูแลใคร

เขาค่อยๆ ก้มตัวลง ยื่นใบหน้าหล่อเหลาเข้าไปใกล้เธอ “ว่าแต่เดเถอะ เมื่อคืนไปไหนมาถึงไม่กลับบ้าน ผมโทรหาก็ไม่รับสาย”

ทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ รอยยิ้มสะคราญพลันหายวับไปจากใบหน้าเรียวเล็ก ภาพแผ่นหลังของสามีกับหญิงอื่นผุดขึ้นมาแทนที่ สุมความเกรี้ยวกราดในหัวใจจนร่างเล็กบางสั่นเทิ้ม

“ฉันนอนค้างกับเพื่อนมาน่ะค่ะ”

“งั้นเหรอ งั้นคราวหน้าต้องบอกผมก่อนรู้ไหม”

กัดฟันตอบ “ได้สิคะ” จากนั้นถามต่อ “เมื่อวานฝนตก ร่มที่ให้ไปคุณเอากลับมาด้วยรึเปล่า”

หัวใจคีรันกระตุกวูบหนึ่ง แต่แสร้งทำเป็นเยือกเย็น “ผมลืมน่ะ เดี๋ยวซื้อให้ใหม่เป็นไงครับ”

ซื้อใหม่หรือ?

มันจะมีร่มสักกี่คันมาทดแทนกันได้

กระนั้นหญิงสาวได้แต่กดความคับข้องเอาไว้ในใจ “ได้สิคะ”

คุยเรื่องนี้จบเธอก็พบว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดหดหายไปกว่าครึ่ง รีบลุกขึ้นยืน “งั้นฉันไปเตรียมข้าวเย็นให้นะคะ”

ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังของภรรยา ดวงตาฉายแวววิตกกังวล ท่าทีของเดหลีแปลกเกินไป ราวกับรับรู้อะไรบางอย่างมา...

แต่สุดท้ายเขาก็ส่ายหัวพลางถอนใจ เขาคงจะคิดมากเกินไป เดหลีในตอนนี้ ไม่มีทางสงสัยเขา...

เย็นวันนั้นสองสามีภรรยาทานมื้อค่ำง่ายๆ หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอาหารไป ผู้เป็นสามีก็กลับขึ้นชั้นบนเพื่อสะสางงานของเขาต่อ ส่วนเดหลีเก็บจานไปล้างทำความสะอาด ทำทุกอย่างเสร็จก่อนสองทุ่ม เธอค่อยหยิบโทรศัพท์ของตนเองลงมาที่ห้องรับแขก

เมื่อคิดจะทำงาน หญิงสาวก็ต้องเลือกงานที่ตัวเองถนัด ก่อนอื่นลิตส์งานที่น่าสนใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเธอเองก็มีธุรกิจส่วนตัวอยู่เหมือนกัน

ย้อนไปเมื่อเจ็ดปีก่อน หลังแต่งงานเข้าบ้านคีรัน เธอได้รับของขวัญจากพ่อสามีเป็นเงินก้อนหนึ่ง ด้วยตอนนั้นยังไม่จำเป็นต้องใช้จึงเอาไปลงทุนร่วมหุ้นสร้างโรงเรียนสอนดนตรีขึ้นมา

ค้นหาชื่อโรงเรียนดังกล่าว ก่อนจะพบว่าอีกเจ็ดปีให้หลังโรงเรียนแห่งนี้มีชื่อเสียงขึ้นมาก เดหลีชั่งใจไม่นานก็กดโทรหาหุ้นส่วน

พอปลายทางรับสาย เดหลีจึงกรอกเสียงลงไป “อารัญว่างรึเปล่าคะ”

อารัญที่เดหลีเรียก ชื่อจริงคืออารัญญา ขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนสอนดนตรีเด-อาอันโด่งดัง เดิมมีศักดิ์เป็นรุ่นพี่ในคณะที่สนิทกับเดหลีที่สุด ก่อนจะร่วมลงทุนสร้างโรงเรียนสอนดนตรี แล้วกลายมาเป็นหุ้นส่วนกัน

“ว่างสิ ว่าแต่เดเถอะ นานทีปีหนจะโทรมา มีธุระสำคัญละสิ”

อารัญญาเป็นสาวมั่น คำพูดคำจามักตรงจุดเสมอ ระหว่างพวกเธอ ไม่มีเส้นกั้นใดๆ ให้เกรงใจทั้งนั้น

“มีค่ะ คือช่วงนี้ที่โรงเรียนมีตำแหน่งว่างให้เดบ้างไหม”

“ตำแหน่งว่าง?” อีกฝ่ายกล่าวคล้ายอุทาน “คุณนายเดหลีอยากทำงานแล้วเหรอเนี่ย”

เดหลีฟังออกว่าถูกสัพยอกเข้าแล้ว เพียงยิ้มตอบ “ค่ะ ช่วงนี้อยากหางานให้ตัวเองทำสักหน่อย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป